post

พระเจ้าก็ยังไม่เว้น ปีศาจแดงดำยืนยันซลาตันติดโควิด-19

ถึงแม้ว่าตัวของซลาตัน อิบราฮิโมวิชนั้นจะได้รับการยกย่องจากแฟนบอลว่าเขาคือพระเจ้า ผู้ที่สามารถจะทำอะไรให้เกิดขึ้นในสนามได้เกินกว่าที่ผู้คนทั่วไปจะทำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาก็คือมนุษย์เราคนหนึ่งนี่เอง และมันก็ทำให้เขาไม่ได้ปลอดภัยจากโรคระบาดโควิด-19 นี้มากไปกว่าคนอื่น ๆ บนโลกแต่อย่างใด

และเมื่อไม่นานมานี้ทางสโมสรปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนที่จะมีการแข่งขันรายการยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือกรอบสามในวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่าผลตรวจของซลาตันนั้นออกมาเป็นบวก ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถลงสนามช่วยทีมในเกมดังกล่าวได้ และทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่สองของทีมที่โดนเจ้าเชื้อร้ายนี้เล่นงานต่อจากลีโอ ดูอาร์ต กองหลังชาวบราซิลที่ถูกแยกกักตัวไปก่อนแล้ว

ซึ่งจากผลการตรวจพบดังกล่าวจะทำให้เขาไม่สามารถลงสนามช่วยทีมได้อย่างน้อย ๆ ก็สองเกมคือยูโรป้าลีกที่พบกับ โบโด กลิมท์ และกัลโช่ ซีเรีย อา นัดที่สองของฤดูกาลที่จะ ที่จะบุกไปเยือนโครโตเน่ ส่วนนัดอื่น ๆ นั้นคงจะต้องรอผลการรักษาและการตรวจหาเชื้ออีกที

ถ้าหากว่าการรักษาอาการติดเชื้อครั้งนี้มีอันต้องยืดเยื้อออกไปแล้วละก็ มันจะเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียวต่อทัพปีศาจแดงดำ เพราะถึงแม้ว่าซลาตันจะมีอายุปาเข้าไปถึง 38 ปีแล้ว แต่ผลงานของเขากับดีกว่าแนวรุกคนอื่น ๆ ที่พวกเขามีรวมกันเสียอีก เห็นได้ชัดจากการดึงตัวเขามาร่วมทีมในครึ่งหลังของฤดูกาลก่อน เขาใช้โอกาสที่เหลือของปีลงสนามไป 18 นัด และกดไปถึง 10 ประตู และมันไม่ใช่เพียงแค่ยอดการทำประตูเท่านั้นที่ทำให้เขากลายเป็นส่วนสำคัญของทีม เขายังช่วยให้ผู้เล่นคนอื่น ๆ ในแนวรุกทำผลงานได้ดีขึ้นอีกด้วยเมื่อดูจากผลงานปีก่อนเช่นกันซึ่งพบว่า 19 นัดครึ่งแรกที่ไม่มี   ซลาตัน นั้นทั้งทีมยิงได้เพียงแค่ 16 ประตูเท่านั้นเอง ในขณะที่หลังจากเขาเข้ามายอดถล่มประตูรวมทั้งทีมสูงขึ้นเกือบสามเท่าตัว ในจำนวนเกมการแข่งขันที่เท่ากัน

ในฤดูกาลนี้ก่อนที่จะมีข่าวร้ายนี้กับเขา ผลงานของซลาตันในการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ก็กำลังไปได้สวยทีเดียวเมื่อเขาสามารถเบิกสกอร์ได้ตั้งแต่นัดแรกของปี ในการแข่งขันยูฟ่า ยูโรป้าลีก รอบคัดเลือกรอบที่ 2 กับแชมร็อก โรเวอร์ส ตามมาด้วยการเหมาคนเดียวสองลูกพาทีมเปิดบ้านชนะโบโลญญ่าในนัดเปิดสนามกัลโช่ ซีเรีย อา อีกด้วย

แฟนบอลของทางปีศาจแดงดำคงจะด้องเอาใจช่วยให้พระเจ้าของพวกเขา กลับมาลงสนามให้ได้อีกครั้งโดยเร็วและลุ้นให้ฟอร์มของเขายังไม่ตกลงไปเพราะปัญหาสุขภาพ แต่ถึงอย่างไรก็เชื่อว่าคงไม่น่าห่วงนัก เพราะถึงพระเจ้าองค์นี้จะไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์เหมือนผู้วิเศษ แต่เรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายนั้นบอกเลยว่าโควิด-19 คงจะทำอะไรเขาไม่ได้หรอก

post

การหวนกลับคืนสู่ตูรินอีกครั้งของ อัลวาโร่ โมราต้า

หลังจากที่มีข่าวกับผู้เล่นหลายต่อหลายคน สำหรับการจะเสริมแนวรุกให้กับทีมม้าลายแห่งตูริน ยูเวนตุส และสุดท้ายก็กลายเป็นการดึงตัวอดีตกองหน้าของทีม อย่างอัลวาโร่ โมราต้า ด้วยสัญญายืมตัวมาจากทีมตราหมี แอตเลติโก มาดริด ซึ่งถือเป็นการกลับมาสู่สโมสรเดิมที่เขาเคยประสบความสำเร็จมากพอสมควรของกองหน้าวัย 27 ปีชาวสเปน เรียกได้ว่านี่น่าจะเป็นการเซ็นสัญญาที่แฮปปี้กันทุกฝ่ายเลยทีเดียว

อัลวาโร่ โมราต้านั้นครั้งหนึ่งเมื่อช่วงปี 2014-2016 เขาเคยมาค้าแข้งที่ตูรินมาแล้ว ถึงแม้ว่าผลงานส่วนตัวของเขาจะไม่ได้เลิศหรูนัก โดยทั้งสองฤดูกาลเขาลงสนามให้กับทีม 63 นัด ทำไปทั้งหมด 15 ประตู แต่ความสำเร็จในแง่ถ้วยรางวัลของเขากับทีมนั้นถือว่าประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียว เพราะเขาสามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์คือสคูเด็ตโต้และโคป้าอิตาเลียได้ทั้งสองฤดูกาลที่อยู่ที่นี่ และนับตั้งแต่ย้ายออกไปเมื่อปี 2016 เขาก็ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความสำเร็จการเป็นแชมป์ได้อีกหลายรายการทั้งลาลีกา และยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกกับเรอัล มาดริด เอฟเอคัพและยูโรป้าลีกกับเชลซี ทำให้สามารถพูดได้ว่าโมราต้านั้นเป็นกองหน้าที่สัมผัสความสำเร็จมาอย่างโชกโชนคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

และอีกหนึ่งเหตุผลที่การกลับสู่ตูรินของโมราต้านั้นน่าสนใจก็คือ ตอนที่เขามาเล่นที่นี่ครั้งก่อนนั้นเพื่อนร่วมทีมของเขาคนหนึ่งก็คือผู้จัดการทีมคนปัจจุบันคือ อันเดรีย ปีร์โล่นั่นเอง ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็มีน่าที่ในการเล่นที่ค่อนข้างจะสอดรับกัน คือคนหนึ่งเป็นคนสร้างสรรค์และจ่ายบอล ส่วนอีกคนหนึ่งมีน่าที่จบสกอร์ดังนั้นเชื่อว่าปีร์โล่นั้นน่าจะเห็นอะไรในตัวอดีตรุ่นน้องในทีมคนนี้อย่างแน่นอนถึงได้ทำการดึงตัวกลับมาร่วมงานอีกครั้ง

การกลับมาในครั้งนี้จะทำให้อัลวาโร่ โมราต้าได้เล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมที่เป็นผู้เล่นระดับโลกอย่าง คริสเตียนโน่ โรนัลโด้และเปาโล ดีบาล่าอีกด้วย ซึ่งทั้งสองฝ่ายน่าจะช่วยสนับสนุนกันได้เป็นอย่างดีเพราะการมีกองหน้าตัวเป้าอย่างเขาน่าจะทำให้จอมเทคนิคอย่างโรนัลโด้และดีบาล่าเล่นกันได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันการทำเกมรุกของสองคนนั้นก็น่าจะทำให้โมราต้าจบสกอร์ได้มากกว่าเดิมด้วยเช่นกัน ดังนั้นน่าจะทำได้ดีกว่าสองฤดูกาล 15 เม็ด เหมือนการมาเล่นที่นี่ครั้งก่อนอย่างแน่นอน

ตอนนี้ยังคงอยู่ในช่วงการปรับตัวให้เข้ากันระหว่างกุนซือคนใหม่อย่างอันเดรีย ปีร์โล่ กับลูกทีมของเขาทำให้ผลงานของทีมยังมีตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่การที่ได้กองหน้าฝีเท้าคุณภาพอย่างอัลวาโร่ โมราต้าเข้ามาเสริมทีม คงจะช่วยให้พวกเขาทำงานกันได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน ที่เหลือก็แค่รอดูว่ากุนซืออย่างปีร์โล่นั้นจะใช้ประโยชน์พวกเขาทั้งหมดได้อย่างไร เพราะหากดูจากรายชื่อที่มีนั้น ถ้าท็อปฟอร์มพร้อมกันเมื่อไหร่ก็ไม่น้อยหน้าทีมใดในโลกนี้เช่นกัน

post

“โนเล่” กลับมาแล้ว โนวัค ยอโควิชผงาดคว้าแชมป์อิตาเลี่ยน โอเพ่นสมัยที่ 5

ยังคงรักษาผลงานอันยอดเยี่ยมสมกับเป็นนักเทนนิสหมายเลขหนึ่งของโลกในขณะนี้ สำหรับ “โนเล่” โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสหนุ่มวัย 33 ปีชาวเซอร์เบีย ที่สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันรายการเทนนิส อินเตอร์นาซิอองนาล บีเอ็นแอล ดี อิตาเลีย 2020 หรืออิตาเลี่ยน โอเพ่น 2020 มาครองได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากสามารถเอาชนะดีเอโก้ ซวาตซ์มัน มือวางอันดับที่ 8 ของโลกจากอาร์เจนติน่าไปได้ในนัดชิงชนะเลิศแบบสองเซ็ตรวด

การคว้าแชมป์รายการอิตาเลี่ยน โอเพ่นของโนวัค ยอโควิช ในครั้งนี้นอกจากจะทำให้เขาได้รับเงินรางวัลไปถึง 205,200 ยูโรหรือประมาณเจ็ดล้านหกแสนบาทแล้ว การคว้าแชมป์มาครองได้ครั้งนี้ยังเป็นตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 5 ของเจ้าตัวในรายการนี้อีกด้วย ซึ่งมันก็ยังส่งผลทำให้เขาสามารถทำสถิติเป็นนักเทนนิสที่คว้าแชมป์เทนนิส เอทีพี ทัวร์ 1000 มาครองได้มากถึง 36 รายการด้วยกัน ทำให้โนวัค ยอโควิชสามารถทำลายสถิติเก่าที่ราฟาเอล นาดาล นักเทนนิสชาวสเปนเคยทำไว้เป็นที่เรียบร้อย

และที่สำคัญการกลับมาคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จนั้น มันเหมือนเป็นการฟื้นฟูสภาพจิตใจของเขาให้กลับมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่มีอุบัติเหตุจนต้องทำให้เขาถูกปรับแพ้ฟาล์วในการแข่งขัน ที่มีสาเหตุมาจากการที่ลูกบอลที่เขาหวดทิ้งเพื่อเป็นการระบายอารมณ์หงุดหงิดหลังจากถูกเบรกเกมเสิร์ฟนั้น มันดันพุ่งไปโดนบริเวณลำคอของผู้กำกับเส้นหญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้าอย่างจัง ซึ่งถึงแม้ว่าสุดท้ายเธอจะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากและมีการขอโทษขอโพยกันไปเป็นที่เรียบร้อยแต่ยังไงเขาก็ต้องถูกปรับแพ้ฟาล์วไปตามระเบียบอยู่ดี ซึ่งการคว้าแชมป์อิตาเลี่ยน โอเพ่นมาได้คงพอจะทำให้เขาลบฝันรายที่นิวยอร์กไปได้พอสมควร

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันเทนนิสรายการต่อไปก็คือรายการแกรนด์สแลม เฟรนซ์ โอเพ่น 2020 ที่สนามโรลองด์ การ์โรส กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงวันที่ 21 กันยายน ถึงวันที่ 11 ตุลาคม ที่จะถึงนี้โดยรายการดังกล่าวมีเงินรางวัลรวม 38 ล้านยูโร ซึ่งเงินรางวัลของรายการลดลงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์เนื่องจากผลกระทบจากการที่ไม่สามารถขายตั๋วเข้าชมได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศฝรั่งเศสก็นับว่าค่อนข้างจะมากพอสมควรนั่นเอง

การคว้าแชมป์รายการอิตาเลี่ยน โอเพ่น 2020 ของโนวัค ยอโควิช นั้น เป็นการตอกย้ำได้ดีถึงความยิ่งใหญ่สมกับตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของโลกในปัจจุบันของเขา และยังเป็นการเพิ่มสถิติให้เขาแซงหน้ารุ่นก่อน ๆ อย่างราฟาเอล นาดาลได้สำเร็จอีกด้วย มันก็คงจะพอทำให้ปีแห่งความโชคร้ายของเขาที่โดนทั้งโควิด-19 และอุบัติเหตุครั้งนั้นเล่นงาน กลายเป็นปีที่ยังคงสดใสให้พอได้มีรอยยิ้มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

post

ส่องฟอร์ม ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เด็กใหม่ของทัพปีศาจแดง

เชื่อว่าแฟนฟุตบอลของทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทั่วโลกคงจะคาดหวังกันอย่างยิ่งว่าจะเห็นทีมอันเป็นที่รักของพวกเขา ทำการเสริมทัพแบบยิ่งใหญ่หรือทำการดึงผู้เล่นระดับบิ๊กเนมเข้ามา เพราะหากย้อนกลับไปดูผลงานในฤดูกาลก่อนแล้วจะเห็นว่ามีอีกหลายจุดเลยทีเดียวที่ทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์จะต้องทำการปรับปรุง และทีมเองก็มีข่าวเชื่อมโยงกับผู้เล่นระดับโลกหลายต่อหลายคน

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีดีลระดับนั้นเกิดขึ้นจริงเสียที และผู้เล่นที่ทางสโมสรทำการเปิดตัวกลับเป็นเพียงแค่ดาวรุ่งจากลีกฮอลแลนด์อย่าง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค คนเดียวเท่านั้นเอง ซึ่งดู ๆ ไปแล้วมันก็ไม่เหมือนเป็นการดึงตัวเข้ามาแก้ปัญหาให้กับทีมอีกด้วยน่าจะเป็นการซื้อเพื่ออนาคตเสียมากกว่า เพราะในแผงกองกลางของทีมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนักนอกจากอาการบาดเจ็บและลูกงอแงของป็อกบาเท่านั้นเอง และตำแหน่งเขาดันไปทับกับสองผู้เล่นตัวหลักอย่างป็อกบากับบรูโน่โดยตรงอีกด้วย

แต่ไม่ว่าการดึงตัวกองกลางชาวดัตช์มาร่วมทีมในครั้งนี้จะเป็นเพราะจุดประสงค์ใด ตอนนี้เขาก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโรงละครแห่งความฝันแล้ว และจากผลงานที่ผ่านมาของเขาในลีกบ้านเกิดก็นับว่าเป็นนักเตะที่พอจะฝากอนาคตของทีมในระยะยาวได้ และกับทีมใหม่เขาก็มีโอกาสได้ลงสนามไปหลายนัดแล้วเช่นกัน และผลงานก็ดูจะไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่แต่อย่างใด

โดยในพรีเมียร์ลีกที่พึ่งจะมีการแข่งขันไปทั้งหมดแค่สองนัดนั้น ด้วยการที่เขาทัพตำแหน่งโดยตรงกับบรูโน่และป็อกบาทำให้เขายังไม่มีโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเลย แต่ก็ได้รับโอกาสลงสัมผัสสนามทั้งสองเกมนานะตัวสำรอง และถึงแม้ว่าการลงสนามของเขาสองนัดจะรวมกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแต่เขาก็ยังสามารถทำได้หนึ่งประตู แถมนัดล่าสุดที่ชนะไบรจ์ตัน 3 ประตูต่อ 2 ที่เขาลงมาในนาทีสุดท้ายก็สามารถช่วยให้ทีมได้คอนเนอร์ที่นำไปสู่การได้จุดโทษและเป็นประตูชัยในที่สุดอีกด้วย

ส่วนอีกรายการคือคาราบาวคัพนั้นโอเล่ก็ให้โอกาส ฟาน เดอ เบ็ค ลงสนามเป็นตัวจริงทั้งสองนัดของรายการ ซึ่งเขาก็สามารถพาทีมเอาชนะได้ทั้งสองนัดคือการชนะลูตัน ทาวน์ และไบรจ์ตันด้วยสกอร์ 3-0 ทั้งสองนัด และผลงานส่วนตัวของฟาน เดอ เบ็คก็สามารถเก็บมาได้อีกหนึ่งแอสซิสต์จากสองเกม

เมื่อดูจากการเริ่มต้นฤดูกาลของดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กับทีมใหม่ของเขาแล้ว ก็ต้องบอกว่าพอจะคาดหวังให้ผลงานของเขาช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับแผงกองกลางปีศาจแดง เพราะดูแล้วทักษะและสไตล์การเล่นของเขาเข้ากันได้อย่างดีกับกองกางพลังหนุ่มของผีแดง และถ้าหากว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์สามารถจัดการให้พวกเขาเล่นร่วมกันได้อย่างลงตัวแล้วละก็ พลังการบุกจากแดนกลางของพวกเขาจะน่ากลัวขึ้นมากเลยทีเดียว

post

การคว้าตำแหน่ง “เอ็มวีพี” สองปีติดกันของ ยานนิส อันเทโทคูมโป

ได้คู่ที่จะดวลกันในรอบชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการแข่งขันบาสเก็ตบอล เอ็นบีเอ สหรัฐอเมริกา ลีกการแข่งขันบาสเก็ตบอลอาชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคู่ที่จะได้ชิงในปีนี้ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อพอสมควร นั่นก็คือการพบกันระหว่างลอสแองเจลิส เลคเกอร์ พบกับ ไมอามี่ ฮีทนั่นเอง

แต่ถึงแม้ว่าในการพบกันระหว่างไมอามี่ ฮีทกับมิลวอกกี้ บัคส์ในรอบรองชนะเลิศ ในการชิงแชมป์สายตะวันออกนั่นจะเป็นทางฮีทที่สามารถเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย (4-1เกม) และกรุยทางสู่รอบชิงได้ในที่สุด แต่ก็ไม่สามารถทำให้ตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่าประจำฤดูกาลหรือรางวัล เอ็มวีพี ในปีนี้หลุดไปจากเงื้อมมือของเจ้ายักษ์กรีซ ยานนิส อันเทโทคูมโปฟอร์เวิร์ดดาวเด่นของมิลวอกกี้แต่อย่างใด และมันก็ทำให้เขากลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่สามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้ถึงสองฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งยานนิสถือเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ที่สามารถทำแบบสิ่งนี้ได้ ตามหลังผู้เล่นดาวดังอย่าง สตีเฟ่น เคอร์รี่, เลบรอน เจมส์, สตีฟ แนช, ทิม ดันแคน, ไมเคิล จอร์แดน, เมจิก จอห์นสัน, แลร์รี่ เบิร์ด, โมเสส มาโลน, คารีม อับดุล-จับบาร์, วิลท์ แชมเบอร์เลนและบิลล์ รัสเซล และนอกจากนี้แล้วเขายังเป็นผู้เล่นคนที่สามในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่สามารถคว้าตำแหน่งเอ็มวีพีได้พร้อมกับการคว้าตำแหน่งผู้เล่นป้องกันยอดเยี่ยมได้ภายในปีเดียวกัน ต่อจากไมเคิล จอร์แดนและฮาคีม โอลาจูวอนอีกด้วย

สำหรับผลงานที่ส่งให้ยานนิส อันเทโทคูมโปสามารถคว้าตำแหน่งเอ็มวีพีได้ในฤดูกาลนี้ก็เพราะว่าในฤดูกาลปกตินั้นยานนิสสามารถระเบิดฟอร์มการเล่นของเขาได้อย่างสุดยอด โดยมีสถิติฤดูกาลปกติอยู่ที่ 29.5 คะแนน 13.6 รีบาวด์ และ5.6 แอสซิสต์ ต่อเกม ซึ่งสามารถพาบัคส์จบอันดับหนึ่งบนตารางสายตะวันออกในฤดูกาลปกติได้อีกด้วย และถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไปไม่ถึงฝั่งฝันมันก็เพียงพอให้เขาได้รางวัลเอ็มวีพีอยู่ดีนั่นเอง

ปัจจุบันนั้นยานนิส อันเทโทคูมโปนั้นพึ่งจะมีอายุเพียงแค่ 25 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งสำหรับวงการเอ็นบีเอนั้นก็ถือว่ายังน้อยมากและยังสามารถเล่นได้อีกนับสิบปีเลยทีเดียว และด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นแถมมีรางวัลมากมายการันตีฝีมือของเขาแบบนี้ รับรองได้เลยว่ามิลวอกกี้ บัคส์นั้นเหนื่อยแน่นอนในการที่จะหาทางรั้งตัวเขาไว้กับทีม เพราะทีมใหญ่หลาย ๆ ทีมคงจะจ้องฉกตัวเขาชนิดตาเป็นมัน และถ้าหากว่าบัคส์ไม่สามารถตอบสนองในด้านของความสำเร็จให้แก่เขาได้ การย้ายออกไปของเขาก็อาจจะเกิดขึ้น แล้วถ้าหากว่าเขาได้ไปร่วมทีมกับพวกซูเปอร์สตาร์แล้วละก็ รับรองได้เลยว่ามันจนแทบไม่อยากกระพริบตาอย่างแน่นอน

post

ทัศนะจากตำนานทีมชาติอังกฤษ “เชียเรอร์” ยก อเกวโร่ เหนือกว่า อองรี คุณเห็นด้วยหรือไม่

เมื่อไม่นานมานี้มีสื่อจากอังกฤษ BBC Sounds จัดรายการ Podcast และได้มีการเชิญผู้ร่วมรายการมา 3 คนซึ่งล้วนเป็นสุดยอดนักเตะในตำนานของทีมชาติอังกฤษทั้ง อลัน เชียเรอร์, เอียน ไรท์, และแกรี่ ลินิเกอร์ พวกเขาได้สนทนาและสัมภาษณ์กันในเรื่องราวของฟุตบอล จนมาถึงประเด็นการเป็นสุดยอดดาวยิง ที่คนจับมาเป็นประเด็นให้คิดต่อก็คือทัศนะของ อลัน เชียเรอร์ ซึ่งไม่รู้ว่าเขากล่าวเล่น ๆ หรือไม่ เพราะเขาได้แสดงทัศนะในเชิงถือหาง “เอล กุน” ว่ามีความเจ๋งที่เหนือกว่า “อองรี”

เชียเรอร์ให้ตัวเองเป็นเบอร์หนึ่งและคนอื่นเป็นรองกว่า

รายการ Podcast ในวันนั้นบรรยากาศการพูดคุยและให้สัมภาษณ์ก็ดูจะเป็นปกติ แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจได้ว่าเบื้องหลังจะมีความเป็นทางการแค่ไหน แต่ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของรายการฟุตบอลใหญ่พรีเมียร์ลีกอย่าง เชียเรอร์ ผู้ที่สร้างตำนานทำประตูได้สูงสุดถึง 260 ประตูก็ได้กล่าวไปแล้วว่า หากเทียบความเจ๋ง แน่นอน ตัวเขาเองย่อมอยู่อันดับ 1 และถ้าถามว่าเขาจะให้ใครเป็นเบอร์ 2 รองจากเขาก็จะต้องเป็น เซร์คิโอ อเกวโร่ หัวหอกชาวอาร์เจนติน่า ที่เล่นอยู่ให้ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนอันดับ 3 เขายกให้ เธียร์รี่ อองรี นักเตะอันเป็นตำนานของทีมปืนใหญ่อาร์เซน่อล

แน่นอนว่าการยกหัวชูหางว่าตัวเขาเองเป็นเบอร์ 1 นั้น น่าจะเป็นคำพูดติดตลกแบบอารมณ์ขัน แต่การจัดอันดับ 2 และ 3 ที่รองลงมานั้น น่าจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจจริง ๆ  จึงทำให้ประเด็นนี้ถูกยกมาถกเถียงกันต่อในวงสังคมฟุตบอล ซึ่งก็เป็นเรื่องราวที่ทอล์คกันได้อย่างอย่างสนุก เหมือนกับตอนที่แฟนบอลร่วมลุ้นร่วมพนันทีมที่ตัวเองรักในเว็บไซต์พนัน VWIN ที่ต่างก็ต้องการให้ทีมที่ตัวเองพนันไว้เข้าวิน ต้องการให้นักเตะที่ตัวเองรักยิงประตูได้ ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันนอกสนามที่น่าสนใจดีเหมือนกัน

จริง ๆ เชียเรอร์ก็มีเหตุผลที่น่าฟังอยู่เหมือนกัน

การที่อลัน เชียเรอร์ ยกให้เซร์คิโอ อเกวโร่มีความเหนือชั้นกว่าเธียร์รี่ อองรีนั้น ไม่ใช่ว่าเขาคิดเองเออเองแต่เขาก็พิจารณาด้วยความเป็นเหตุเป็นผล โดยเชียเรอร์บอกว่า จริง ๆ แล้วเขาชอบทั้งสองคนเลย และนับถือในฝีเท้าของทั้งสองด้วย แต่ในความคิดของเขาแล้วมองว่า ฟุตบอลมีสไตล์การเล่นที่แบ่งเป็นยุค ๆ ไป ซึ่งยุคใหม่ก็จะมีการพัฒนาเทคนิคใหม่ ๆ ที่ดีกว่ายุคก่อนที่ผ่านมา ดังนั้นสไตล์การเล่นของผู้เล่นกองหน้าจึงเปลี่ยนไป จริงอยู่ว่า เธียร์รี่ อองรี เป็นจอมถล่มประตู แต่อองรีจะมีมุมถนัดเฉพาะของเขาในการทำประตู ส่วนอเกวโร่ซึ่งขณะนี้ในวัย 32 ปี เขายังคงพลิ้วไหว และยังคงสามารถทำประตูได้หลากหลายมุม ทั้งซ้าย ขวา และตรงกลาง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขายังให้อเกวโร่เหนือกว่าอองรีนั่นเอง

ไม่รู้ว่าแฟน ๆ ฟุตบอลจะคิดเห็นเหมือนอลัน เชียเรอร์หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ประเด็นนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่นำไปสู่การถกเถียงในวงการฟุตบอลในอังกฤษไปอย่างรีบร้อยแล้วนั่นเอง

post

แดงเดือนผีหงส์ยังเดือดเหมือนเดิมที่เพิ่มเติมคือดราม่า var

เชื่อว่าไม่มีคอบอลคนใดที่ไม่รู้จักศึกแดงเดือด เพราะนั่นคือการโคจรมาพบกันของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 2 สโมสรยอดนิยมที่แฟนบอลชาวไทยติดตามมากที่สุด ลิเวอร์พูลและแมนฯยูไนเต็ด คือสองสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนเกาะอังกฤษ ลิเวอร์พูลได้แชมป์ยุโรปมากกว่าคือ 6 สมัย (แมนยูไนเต็ดได้ 3 สมัย) แต่แมนยูไนเต็ดได้แชมป์พรีเมียร์ลีกหรือดิวิชั่น 1 เดิมถึง 20 สมัย (สถิติสูงสุด) ส่วนลิเวอร์พูลได้เพียง 18 สมัยเท่านั้นและครั้งสุดท้ายก็เป็นปี 1989 เกือบ 30 ปีแล้วที่ลิเวอร์พูลอดีตราชาแห่งเกาะอังกฤษต้องห่างหายจากแชมป์ลีกสูงสุดจนถูกปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแซงไปได้ในที่สุด

ปีศาจแดงชนะมากกว่าแต่หงส์แดงพร้อมกว่า

สถิติการพบกันของทั้งสองทีมในศึกแดงเดือดด้วยนับทุกรายการแข่งขัน ทั้งสองทีมที่พบกันทั้งสิ้น 203 นัด แมนฯยูไนเต็ดเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 80 นัด ลิเวอร์พูลชนะได้เพียง 66 นัดและเสมอกัน 57 นัด ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเมื่อทั้งสองทีมมาพบกันมักจะเป็นการลุ้นแชมป์ของทั้งสองทีมร่วมกัน แต่เซอร์อเล็กซ์ เฟอกูสันอดีตบรมกุนซือของปีศาจแดงปลดระวางตนเองไปและลิเวอร์พูลได้เจอร์เก้น คล็อปป์กุนซือเฮฟวี่เมทัลชาวเยอรมันมาคุมทีม ดูเหมือนลิเวอร์พูลจะพัฒนาทีมขึ้นไปได้เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในเวทียุโรปหงส์แดงในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์สามารถเข้าชิงยูฟ่าแชมป์เปียนลีกได้ถึง 2 ปีติด และได้แชมป์มาหนึ่งครั้งในปีล่าสุดที่ผ่านมา แต่แมนฯยูไนเต็ดต้องเปลี่ยนกุนซือหลายต่อหลายคนจนกระทั่งในปัจจุบันได้โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์อดีตตำนานนักเตะขวัญใจในยุคเฟอร์กูสันมาคุมทีมปีศาจแดงอาการยังไม่ดีขึ้น โดยก่อนแข่งพวกเขาอยู่อันดับที่ 12 จะมีคะแนนห่างจากลิเวอร์พูลจ่าฝูงถึง 15 คะแนน เก้าอี้ของโซลชากำลังร้อนทีเดียว

ดราม่า var

เมื่อเกมแดงเดือดเริ่มขึ้นในโอลด์ แทรฟฟอร์ดสนามเหย้าของแมนฯยูไนเต็ด ด้วยฟอร์มการเล่นและสภาพความพร้อมของนักเตะแล้ว ดูเหมือนหงส์แดงผู้มาเยือนจะเป็นต่อไม่น้อย แมนยูฯขาดทั้งปอล ป็อกบา, อ็องตัวนี่ มาร์กซิยาล แต่โชคดีที่พวกเขาได้ดาบิด เด เค อาผู้รักษาประตูกัปตันทีมกลับมาจากอาการบาดเจ็บส่วนลิเวอร์พูลขาดเพียงโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกตัวเก่งคนเดียวเท่านั้น เกมในครึ่งแรกกลับเป็นแมนฯยูไนเต็ดที่เล่นได้ดีกว่า และทำประตูขึ้นนำไปได้ในที่สุด 1-0 จากมาร์คัส แรชฟอร์ดกองหน้าคนเก่งของทีม แต่ที่ถูกพูดถึงมากกว่าประตูของเจ้าบ้าน คือการตัดสินของมาร์ติน แอตกินสัน ที่ไม่เป่าฟาวล์ในจังหวะที่ลินเดอเลิฟกองหลังของแมนยูเขาสกัดโอริกี้กองหน้าของลิเวอร์พูลที่ได้โอกาสลงแทนซาลาร์ ทำให้ลิเวอร์พูลเสียบอลในจังหวะนี้และนำมาสู่การได้ประตูของแมนยูในที่สุด เมื่อดูจากVAR แล้ว จะเห็นได้ว่าการเข้าบอลของลินเดอเลิฟโดนโอริกี้เต็ม ๆ กลายเป็นคำถามถึงเรื่องคำตัดสินและการนำVAR มาใช้ว่าจะช่วยให้เกมฟุตบอลเป็นกีฬาที่ขาวสะอาดและยุติธรรมขึ้นจริงหรือไม่  แต่ไม่ว่าอย่างไร ต้องยอมรับว่าแนวรุกของแมนยูก็ประสานงานกันได้อย่างดีเยี่ยมจนนำมาซึ่งประตูในที่สุด

จบเกมด้วยผลเสมอที่น่าพอใจ?

ลิเวอร์พูลที่เป็นต่อก่อนลงแข่งขันในเกมนี้ แต่กลับเล่นได้ย่ำแย่ ในขณะที่แมนยูฯที่อาจจะมองว่าเขาได้ประโยชน์จากการตัดสินของ VAR และผู้ตัดสิน แต่ปีศาจแดงคือทีมที่เล่นดีกว่าเกือบทั้งเกมและน่าจะเป็นผู้ชนะเสียด้วยซ้ำก่อนจบลงด้วยผลเสมอในที่สุด จากผลการแข่งขันที่จบลงด้วยการเสมอในเกมนี้ทำให้ลิเวอร์พูลต้องหยุดสถิติชนะรวด และลดช่องว่างคะแนนที่นำแมนเชสเตอร์ ซิตี้เหลือเพียง 6 คะแนน ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหล่นลงมาอยู่ในอันดับที่ 13 และมีคะแนนเพียง 10 คะแนนห่างจากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดทีมในโซนตกชั้นอยู่เพียง 2 คะแนนเท่านั้น ชัยชนะหลุดลอยไปจากทีมเจ้าบ้านอย่างน่าเสียดาย อาจจะเป็นผลการแข่งขันที่เหมาะสมแล้วเพราะลิเวอร์พูลก็อาจจะไม่ควรมือเปล่าในศึกแดงเดือด ที่ยังดุเดือดสมชื่อเช่นกัน

post

“โปรแจ๊ส” อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์ โปรกอล์ฟสุดฮอต 2019

ในปี 2019 ที่ผ่านมา คงไม่มีมีนักกอล์ฟไทยคนไหนโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงไปกว่า “โปรแจ๊ส” ที่สามารถคว้าแชมป์เอเชี่ยน ทัวร์มาครองได้ถึง 4 รายการ กวาดเงินรางวัลรวมกันถึง 1,057,524 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 32 ล้านบาท พร้อมกับขยับขึ้นไปรั้งอันดับที่ 40 ของโลก

โปรแจ๊ส เริ่มสนใจและฝึกเล่นกอล์ฟมาตั้งแต่เด็ก โดยทำสถิติเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่ผ่านการคัดตัวเข้าแข่งขันเอเชี่ยน ทัวร์ เมื่อปี 2010 ด้วยวัยเพียง 14 ปี 71 วัน ในรายการAsian Tour International ซึ่งจัดการแข่งขันที่จังหวัดนครปฐม ก่อนที่จะเทิร์นโปรเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเดือนธันวาคม 2010 โดยเลือกใช้ชื่อ Jazz Janewattananond ในการลงแข่งขันกอล์ฟอาชีพ โดยชื่อเล่นนี้มีที่มาจากคุณพ่อซึ่งเป็นแฟนเพลงแจ๊สนั้นเอง

โปรแจ๊สสามารถคว้าแชมป์เอเชี่ยน ทัวร์รายการแรกได้สำเร็จในปี 2017 จากรายการ Bashundhara Bangladesh Open ณ กรุงธากา ประเทศบังคลาเทศ ทำให้โปรแจ๊สได้โอกาสเล่นรอบคัดเลือก The Open Championship 2018 แต่ไม่ผ่านการตัดตัว ก่อนจะมาคว้าแชมป์เอเชี่ยน ทัวร์เป็นครั้งที่สองให้ตัวเองในรายการ Queen’s Cup 2018 ที่เมืองพัทยา จบฤดูกาลด้วยการครองอันดับที่ 123 ของโลก ก่อนจะเป็นกำลังสำคัญของทีมไทยในรายการ Amata Friendship Cup ซึ่งเป็นกอล์ฟรายการพิเศษประเภททีมระหว่างทีมไทยกับทีมญี่ปุ่น โดยโปรแจ๊สเป็นนักกอล์ฟไทยเพียงคนเดียวที่สามารถเก็บชนะได้ทุกแมตช์ที่ลงแข่งขัน พาทีมไทยคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้สำเร็จ

และแล้วเมื่อฤดูกาล 2019 เปิดฉากขึ้น โปรแจ๊สก็โชว์ฟอร์มร้อนแรงทันที เมื่อคว้าแชมป์ Singapore Open ได้ตั้งแต่ต้นปี นับเป็นแชมป์เอเชี่ยน ทัวร์รายการที่สาม ส่งผลให้อันดับโลกขยับขึ้นไปอยู่ที่ 74 ติดท็อป 100 ของโลกได้เป็นครั้งแรก ทำให้ได้รับสิทธิเข้าแข่งขัน PGA Championship โดยจบในอันดับที่ 14 ก่อนจะมาคว้าแชมป์ Kolon Korea Open ในช่วงกลางปี ตามด้วยแชมป์ BNI Indonesian Masters ในช่วงปลายปี ทำให้เขากลายเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่สามารถคว้าแชมป์เอเชี่ยน ทัวร์ 5 รายการ และทะยานขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 45 ของโลก เท่านั้นไม่พอยังสามารถคว้าแชมป์ Thailand Masters ส่งท้ายฤดูกาล 2019 ได้สำเร็จ จนจบด้วยอับดับที่ 40 ของโลกในที่สุด เรียกได้ว่าขึ้นแท่นเป็นขวัญใจแฟน ๆ กีฬากอล์ฟประจำเว็บไซต์ VWIN เป็นที่เรียบร้อย

ผลงานที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดของโปรแจ๊ส ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกับโค้ชสวิงระดับโลกอย่าง พีท โคเวน ที่เคยร่วมงานกับนักกอล์ฟชั้นนำของโลกอย่าง รอรี่ แม็คอิลรอย, เฮนริค สเตนสัน และลี เวสต์วูด มาแล้ว ทำให้วงสวิงของโปรแจ๊สพัฒนาไปอย่างมาก จนมีระยะไดร์ฟเฉลี่ยอยู่ที่ 295.18 หลา ใกล้เคียงกับนักกอล์ฟชื่อดังระดับ PGA Tour ทีเดียว

ในฤดูกาล 2020 นี้ โปรแจ๊สในวัย 24 ปี ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมือวางอันดับ 1 ของเอเชี่ยน ทัวร์อย่างเป็นทางการ โดยจะประเดิมด้วยรายการ Hong Kong Open และที่สำคัญในปีนี้โปรแจ๊สได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขัน Masters Tournament เป็นครั้งแรก จากการทำอันดับติด Top 50 ของโลก ซึ่งการได้รับโอกาสลงแข่งขันในรายการระดับเมเจอร์อย่างสม่ำเสมอนี่เอง อาจเป็นส่วนสำคัญช่วยให้โปรแจ๊สกลายเป็นนักกอล์ฟชายไทยคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์รายการเมเจอร์มาครองได้สำเร็จก็เป็นได้

post

อีกสักครั้งกับรางวัลแห่งความสำเร็จของเมสซี่

ฤดูกาล 2018 ที่ผ่านมา บาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ลาลีกามาครองได้อีกสมัย และได้รองแชมป์โคปา เดลเรย์ สำหรับสโมสรอื่น นี่อาจจะเป็นฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทีเดียว แต่กับบาร์เซโลน่าพวกเขากลับไม่พอใจเพียงเท่านี้ พวกเขาต้องตกรอบฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปียนลีกอีกฤดูกาลไปอย่างเจ็บปวด อย่างไรก็ดีแม้ผลงานของทีมบาร์เซโลน่าอาจจะยังไม่เป็นที่ถูกใจแฟนบอลอีกหลาย ๆ คน แต่นั่นไม่ใช่ผลงานส่วนตัวของลิโอแนล เมสซี่ ในวัย 32 ปีซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นกัปตันทีม และรักษาผลงานในสนามได้ในระดับสุดยอดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ยุคของเมสซี่และโรนัลโด้ยังไม่จบลง

เมสซี่ในวัย 32 และโรนัลโด้ในวัย 35 พวกเขาทั้งสองคนยังโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด โรนัลโด้คว้าดาวซัลโวกัลโช่เซเรียอาในขณะที่เมสซี่ก็คว้ารางวัลดาวซัลโวลาลีกาไปครอบครอง ในฤดูกาลนี้แม้ว่าเมสซี่จะต้องเริ่มต้นฤดูกาลด้วยอาการบาดเจ็บ และยังไม่ได้ลงเล่นเต็ม 90 นาทีเลย รวมถึงความฟิตที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่เมื่อยามที่กัปตันทีมคนเก่งของอาร์เจนตินาและบาร์เซโลน่าได้สัมผัสบอลในพื้นสนามเมื่อไหร่ คู่แข่งยังให้ความเคารพและครั่นคร้ามในฝีเท้าที่มีพรสวรรค์เหมือนใครของเขา ในหลายครั้งที่คู่แข่งของเมสซี่ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดพลาดเลย แต่เป็นความมหัศจรรย์ของเมสซี่เสียเองที่เปลี่ยนแปลงโอกาสที่ได้รับไม่มากให้กลายเป็นประตูนำมาสู่ชัยชนะให้กับทีมได้เสมอ

สถิติสำคัญที่ต้องทำลายให้จงได้

กว่า 15 ปีบนเส้นทางลูกหนังของลิโอเนล เมสซี่ อาจกล่าวได้ว่านี่คือ นักฟุตบอลจอมทำลายสถิติอย่างแท้จริงและมีสถิติสำคัญที่รอทำลายอีกมากในระยะเวลาอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการลงเล่นให้บาร์เซโลน่าหรือทีมชาติอาร์เจนตินาเป็นจำนวนนัดมากที่สุด การทำแฮตทริกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลาลีกา ซึ่งปัจจุบันเมสซี่ทำไปแล้ว 33 ครั้ง โดยสถิติในลาลีกาสเปนยังเป็นของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ทำไปแล้ว 34 ครั้ง รวมถึงการทำลายสถิติการคว้าแชมป์จำนวนครั้งสูงสุดซึ่งในปัจจุบันสถิตินี้เป็นของไรอัน กิ๊กส์แห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ทำเอาไว้ 36 ครั้งปัจจุบันเมสซี่คว้าแชมป์ไปแล้วทั้งสิ้น 34 รายการ และอีกสถิติที่เมสซี่มีโอกาสจะทำลาย ที่คาดว่าสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ของเมสซี่และชาวอาร์เจนตินาคือการทำลายสถิติการยิงประตูของเปเล่ในสโมสรเดียว โดยปัจจุบันเมสซี่ยิงให้บาร์เซโลน่าไปแล้ว 604 ประตู เขายังขาดอีก 40 ประตู จะทำลายสถิติของเปเล่ที่ยิงประตูไปทั้งสิ้น 643 ประตูให้กับซานโต๊สสโมสรชื่อดังในบราซิล

ลุ้นบัลลงดอร์สมัยที่ 6

เมสซี่และโรนัลโด้นั้นได้รางวัลลูกบอลทองคำหรือบัลลงดอร์เท่ากันที่ 5 สมัย และในปีนี้ ถึงแม้ผลงานของบาร์เซโลน่าและอาร์เจนติน่าจะไม่ดีเท่าที่ควร แต่ผลงานส่วนตัวของเมสซี่ ยังนับว่าอยู่ในระดับสุดยอด เมสซี่เพิ่งคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจาก FIFA เป็นครั้งที่ 6 โดยได้รับคะแนนเหนือเวอร์จิลฟานไดค์กัปตันทีมชาติฮอลแลนด์และนักเตะของลิเวอร์พูลแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกปีล่าสุดแบบพลิกความคาดหมาย และเพิ่งคว้ารางวัลรองเท้าทองคำสมัยที่ 6 เช่นกัน แต่สำหรับรางวัลบัลลงดอร์หรือลูกบอลทองคำนั้น เมสซี่ยังคงตกไปลองคู่แข่งหน้าเดิมอย่างฟานไดค์อยู่หลายช่วงตัว แต่ไม่ว่าเมสซี่หรือฟาน ไดค์ใครจะได้รับรางวัลนี้ไปครอบครอง ก็นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฟานไดค์ที่สามารถเอาชนะเมสซี่ในการพบกันโดยตรงระหว่างบาร์เซโลน่าและลิเวอร์พูล

post

รู้จัก 4 ทีมสุดท้ายในศึกรักบี้ชิงแชมป์โลก

รักบี้ชิงแชมป์โลกครั้งที่ 9 ซึ่งจัดครั้งแรก ณ เมืองโยโกฮาม่าในประเทศญี่ปุ่น ได้มาถึงรอบรองชนะเลิศหรือ 4 ทีมสุดท้ายแล้ว โดยเป็นการพบกันระหว่าง “กุหลาบแดง” ทีมชาติอังกฤษพบเต็งหนึ่งของการแข่งขัน “ออลแบล็ค” นิวซีแลนด์  และ “เจ้าชาย” ทีมชาติเวลส์ม้ามืดของรายการจะพบกับ “สปริงบ็อก” ทีมชาติแอฟริกาใต้ โดยผู้แพ้จะได้ลงเล่นในสนามในเมืองโชฟู วันที่ 1 พฤศจิกายนเพื่อชิงอันดับที่ 3 และผู้ชนะจะเข้าไปชิงชนะเลิศจะแข่งกันในวันที่ 2 พฤศจิกายน ณ สนามในกรุงโยโกฮาม่า

กุหลาบแดงพบออลแบล็ค

ควรจะเป็นคู่ชิงชนะเลิศที่แท้จริงเสียมากกว่าเพราะ “ออลแบล็ค” นิวซีแลนด์เป็นทั้งแชมป์เก่าและเต็ง 1 ของรายการและยังเป็นทีมอันดับ 1 ในการสะสมคะแนน world rugby ranking อีกด้วย ส่วน “กุหลาบแดง” ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โลก 1 สมัยและรองแชมป์โลก 2 ครั้ง คือทีมอันดับ 2 ในworld rugby ranking เช่นกัน โดย “ออลแบล็ค” นิวซีแลนด์อดีตแชมป์โลกถึง 3 สมัยรวมถึงเป็นแชมป์โลก 2 สมัยล่าสุดในปี 2011, 2015 พวกเขาคือชาติที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในกีฬารักบี้ โดยในรอบก่อนรองชนะเลิศนั้น ทั้งสองชาติต่างเอาชนะคู่แข่งมาได้แบบถล่มทลาย โดยนิวซีแลนด์ถล่มเอาชนะไอร์แลนด์ไปถึง 46 ต่อ 14 จุด ส่วนอังกฤษก็ไม่น้อยหน้า พวกเขาถล่มอดีตแชมป์โลกอย่างออสเตรเลียเละเทะถึง 40 ต่อ 16 จุด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา

เวลส์พบกับแอฟริกาใต้

สำหรับ “เจ้าชาย” ทีมชาติเวลส์แล้ว พวกเขาดูจะมีประสบการณ์น้อยที่สุดใน 4 ทีม เพราะเป็นชาติเดียวที่ยังไม่เคยเข้าชิงชนะเลิศเลย เวลส์ทำได้ดีที่สุดเพียงอันดับ 4 ในปี 2011 โดยแพ้แก่ออสเตรเลียรายการชิงอันดับที่ 3 เท่านั้น และในครั้งนี้พวกเขาก็เป็นม้ามืดอีกเช่นกัน โดยทีมชาติเวลส์สามารถพลิกล็อกเอาชนะ “เลส์ เบลอส์” ทีมชาติฝรั่งเศสอดีตรองแชมป์โลก 2 สมัยไปได้อย่างพลิกความคาดหมาย 20 ต่อ 19 จุด ทั้ง ๆ ที่มีคะแนนตามหลังฝรั่งเศสตลอดการแข่งขัน ในรอบรองชนะเลิศนี้พวกเขาต้องพบกับ “สปริงบ็อก” ทีมชาติแอฟริกาใต้ อดีตแชมป์โลก 2 สมัย ซึ่งเป็นชาติเดียวที่ไม่เคยแพ้ในรอบชิงชนะเลิศเลย สำหรับแอฟริกาใต้นั้นพวกเขามีทีมรับที่ยอดเยี่ยม ในรอบก่อนรองชนะเลิศพวกเขาผ่าน “ซากุระ” ทีมชาติญี่ปุ่นเจ้าภาพที่โชว์ฟอร์มได้ดีเกินคาดในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์จะถึงพวกเขาจะมีประสบการณ์มากกว่าทีมชาติเวลส์ แต่อันดับ world rugby ranking พวกเขากลับเป็นรอง ซึ่งทั้งเวลส์และแอฟริกาใต้เป็นทีมอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ นี่จึงเป็นการพบกันที่ถูกคู่ทีเดียว

รอบชิงแชมป์ที่โยโกฮาม่า

ไม่ว่าจะเป็นชาติใดที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศที่สนามในเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่นก็นับได้ว่าเป็นการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกที่สมศักดิ์ศรีอย่างมากทีเดียวเนื่องจากทั้ง 4 ทีมสุดท้ายต่างเป็นทีมอันดับ 1 ถึง 4 ใน world rugby ranking โดย “ออลแบล็ค” นิวซีแลนด์ ยังเป็นเต็งหนึ่งของรายการ “กุหลาบแดง” อังกฤษที่ชาติที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดในรอบก่อนรองชนะเลิศ “สปริงบ็อก” แอฟริกาใต้ที่ยังไม่เคยแพ้ใครในนัดชิงชนะเลิศ หรือเราอาจจะได้เห็นแชมป์โลกใหม่พูดไม่เคยเข้าชิงมาก่อนอย่างทีม “เจ้าชาย” เวลส์