post

อลิสซงนายประตูผู้คู่ควรบัลลงดอร์ สวมหมายเลข 13 พร้อมค่าตัวสถิติโลก

อลีสซง เบ็คเกอร์ผู้รักษาประตูหมายเลข 1 ทีมชาติบราซิลและสโมสรลิเวอร์พูลวัย 26 ปีเจ้าของความสูง 1.93 ซม. โดยในฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวย้ายจากโรม่ามาร่วมทีมหงส์แดงด้วยค่าตัว 66.8 ล้านปอนด์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นสถิติโลกในเวลานั้นท่ามกลางความสงสัยจากแฟนบอลที่มีต่อผู้รักษาประตูเครางามชาวแซมบ้าว่าจะแก้ปัญหาการเสียประตูของลิเวอร์พูลได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากที่ลอริส คาริอุสและซิมงต์ มิณโญเล่ต์ผลัดกันก่อความผิดพลาดจนทำให้ยอดทีมจากอังกฤษต้องมือเปล่าในฤดูกาลก่อน

บทเรียนจากความผิดพลาดนำไปสู่ความสำเร็จ

ถึงแม้ว่าอลิสซงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมทันทีที่ได้รับโอกาส และดูเหมือนจะเข้ามาอยู่ในหัวใจของเหล่าเดอะค็อปทันทีจนกระทั่งเกิดความผิดพลาดขึ้นในแมทช์ที่ลิเวอร์พูลพบกับเลสเตอร์จะด้วยความมั่นใจเกินไปเหรือความประมาทก็ตาม อลิสซงทำผิดพลาดจนนำไปสู่การเสียประตูแบบไม่คาดคิด ถือเป็นโชคดีที่ไหนตอนนั้นลิเวอร์พูลนำเลสเตอร์อยู่ 2 ประตูก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของหงส์แดงในที่สุด แม้ว่าหลังเกมอลิสซงจะถูกแฟนของตนเองตำหนิอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ในความผิดพลาดนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในที่สุด เพราะหลังจากนั้นอลิสซงไม่เคยแสดงให้เห็น ถึงการเล่นประมาทหรือมั่นใจเกินเหตุอย่างที่เคย นอกจากจะไม่พลาดแล้วอลิสซงยังช่วยเซฟแต้มให้ลิเวอร์พูล  อย่างเป็นกอบเป็นกำและสร้างสถิติส่วนตัวขึ้นมากมาย เริ่มจากการรักษาคลีนชีตในฤดูกาล 2018-19 ได้ถึง 21 เกม        ทำลายสถิติเดิมของเปเป้ เรน่าที่ทำไว้ในฤดูกาล 2005-06 ลงอย่างราบคาบ โดยเจ้าตัวทำสถิติเทียบเท่าเอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์      ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่ทำไว้เท่ากันในฤดูกาล 2008-09

คว้า 3 ถุงมือทองคำลุ้นเล็ก ๆ กับบัลลงดอร์

ถึงแม้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษจะจบลงด้วยตำแหน่งแชมป์ของแมนเชสเตอร์ซิตี้ไม่ใช่ลิเวอร์พูลของอลิสซงก็ตาม แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นในฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปียนลีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเก็บคลีนชีตไปถึง 6 นัดนอกจาก       จะทำให้เจ้าตัวคว้าถุงมือทองคำเป็นรางวัลที่ 2 ให้แก่ตนเองแล้วยังพาทีมต้นสังกัดคว้าแชมป์ใบใหญ่ที่สุดของยุโรป           ได้เป็นสมัยที่ 6 อีกด้วยทั้ง ๆ ที่เป็นการลงเล่นฤดูกาลแรกให้กับสโมสร ไม่เพียงเท่านั้น ในฟุตบอลโคปาอเมริกา 2019 อลิสซงยังสามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 5 นัดกับบราซิล แม้ว่าในนัดชิงอลิสซงจะเสียประตูแรกให้แก่เปรูจากลูกจุดโทษอย่างน่าเสียดายแต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ อลิสซง กลายเป็นผู้รักษาประตูคนแรกของโลกที่คว้ารางวัลถุงมือทองคำได้ 3 รายการภายในหนึ่งซีซั่น ด้วยความสำเร็จส่วนตัวรวมถึงจากสโมสรและระดับทีมชาติ ถึงแม้จะมีโอกาสไม่มาก แต่อลิสซง เบ็คเกอร์อาจจะเป็นผู้รักษาประตูคนที่สองต่อจากเลฟ ยาชินที่เคยคว้ารางวัลนี้ในปี 1963 เพียงครั้งเดียวในตำแหน่งนี้

post

ครอบครัวฉลองวันเกิดชูมัคเกอร์ครบ 50 ปี

มิชาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถ F1 ชาวเยอรมัน ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยคว้าตำแหน่งแชมป์โลก 7 สมัย เขาเกิดวันที่ 3 มกราคม 1969 ฉายาของเขาคือ “Rain King” เพราะในสภาพอากาศที่เลวร้ายเขายังควบคุมรถได้อย่างแม่นยำและมักจะเป็นผู้ชนะในรายการแข่งขันช่วงฝนตกอยู่บ่อย ๆ นอกจากนี้เขายังมีอีกหนึ่งฉายาคือ “The Red baron” เพราะเขามักจะปรากฏตัวพร้อมกับรถเฟอรารี่สีแดงของเขาอยู่เสมอ

การอำลาวงการที่ไม่มีใครคาดคิด

ไม่มีใครสงสัยในฝีมือการขับขี่ของชูมัคเกอร์และทุก ๆ ชัยชนะที่เขาได้รับ หลังจากที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนานจนกระทั่งพ่ายแพ้ให้แก่เฟอนันโด อลอนโซ่นักขับชาวสเปนจากทีมเรย์โนลด์ ชูมัคเกอร์ก็ประกาศอำลาวงการสร้างความช็อกให้กับคนทั้งโลก โดยหันไปเอาดีทางการแข่งขันเกี่ยวกับความเร็วด้านอื่นเช่น มอเตอร์ไบค์แทน ซึ่งนอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้วยังเกิดอุบัติเหตุขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งปี 2010 ชูมัคเกอร์กลับสู่วงการแข่งรถอีกครั้งโดยตกลงเซ็นสัญญากับทีมเมอร์เซเดส แต่ผลงานของเจ้าตัวกลับเลวร้ายสุด ๆ จนถึงปี 2012 ถึงประกาศอำลาวงการรถสูตรหนึ่งอีก มีข่าวลือว่าฝีมือที่ตกต่ำลงเป็นผลพวงมาจากอุบัติเหตุในการแข่งขันรถมอเตอร์ไบค์ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ

สกีจุดเริ่มต้นของจุดจบ

หลังอำลาวงการคำรบที่สอง ชูมัคเกอร์หันไปเล่นสกีซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขารัก และในวันที่ 29 ธันวาคม 2013 ชูมัคเกอร์ประสบอุบัติเหตุจากการเล่นสกี ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนั้นเขาสะดุดและล้มลงศีรษะกระแทกเข้ากับโขดหินและได้รับบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง จนภายหลังเจ้าตัวได้รับการผ่าสมองถึง 2 ครั้ง แต่ยังอยู่ในอาการโคม่า ข่าวการประสบอุบัติเหตุของชูมัคเกอร์ได้รับความสนใจจากชาวเยอรมันนับล้านคน ตลอดเวลาที่ชูมัคเกอร์พักรักษาตัวไม่เคยปรากฏข่าวหรือรายละเอียดการรักษาตัวของเขาอีกเลยโดยสื่อมวลชนได้รับเพียงสารจากผู้จัดการส่วนตัวของเขาว่าชูมัคเกอร์ฟื้นจากอาการโคม่าแล้ว และขอให้เคารพในความเป็นส่วนตัวของเขา หลังจากนั้นไม่ปรากฏข่าวคราวของเขาเลย

ปริศนาและข่าวลือ

ปี 2014 ผู้จัดการส่วนตัวให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อทีวีว่าชูมัคเกอร์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลใด ๆ มากกว่านี้หลายสื่อให้ข่าวแตกต่างกันไปมีบางสื่อบอกว่าเขากลายเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้ว ไม่นานทุกอย่างก็ถูกลืมไปเช่นเดิม แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นชูมัคเกอร์โลดแล่นอยู่ในสนามแข่งรถสูตรหนึ่งที่คุ้นตาอีกแล้ว แต่เขาก็เข้าได้เข้าร่วมองค์กรยูนิเซฟเพื่อรณรงค์ให้ผู้คนขับขี่อย่างปลอดภัย ชีวิตและเรื่องราวของเขาปัจจุบันกำลังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และสารคดีในไม่ช้า เชื่อว่าอีกไม่นานเราคงได้รู้จักราชันแห่งผู้ขับขี่รถซิ่งฉายาเดอะ เรด บารอนหรือตามที่คนไทยรู้จักกันในนาม “ไส้กรอกบิน”มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

post

มัลดินี่ ตระกูลคู่บารมีเอซี มิลาน

ในโลกของฟุตบอลตั้งแต่ปี 1954 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันคงจะไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อ “ตระกูลมัลดินี่” ตระกูล นักฟุตบอลอันยิ่งใหญ่สัญชาติอิตาเลียนต่างสโมสรเสื้อสีแดง-ดำ (รอสโซเนรี่) นามระบืออย่าง “เอซี มิลาน”

เริ่มต้นจากปี 1954 เป็นปีแรกเซซาเร่ มัลดินี่ยอดกองหลังที่ต่อมาเป็นตำนานให้แก่ทีมชาติอิตาลีและเอซี มิลาน เริ่มประเดิมสนามเป็นปีแรกให้กับทีมปีศาจแดง-ดำแห่งกัลโช่เซเรียอา เซซาเร่ มัลดินี่ติดทีมชาติอิตาลี 14 นัดลงสนามให้เอซี มิลานไปถึง 347 นัดในลีกและรวมทั้งสิ้น 412 นัด พาทีมเอซี มิลานคว้าแชมป์เซเรียอา 4 สมัยและยูโรเปี้ยนคัพหรือ ยูฟ่าแชมป์เปียนลีกในปัจจุบัน 1 สมัย ที่พิเศษกว่านั้นเซซาเร่ มัลดินี่ยังเคยเป็นผู้จัดการทีมเอซี มิลานคว้าแชมป์คัพวินเนอร์มาแล้วในปี 1972-73 และแชมป์โคปปาอิตาเลียในปีเดียวกัน ปัจจุบันเซซาร์ มัลดินี่ได้เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี

จากเซซาเร่ ถึงเปาโล

 หากจะมีนักฟุตบอลสักคนหนึ่งที่ได้รับการชื่นชมจากทุกสารทิศและการยอมรับอย่างยาวนานและสร้างสถิติต่าง ๆ เอาไว้อย่างมากมาย ต้องมีชื่อของเปาโล มัลดินี่อดีตกัปตันทีมชาติอิตาลีและเอซี มิลาน มัลดินี่ในเจนเนอเรชันที่ 2 เคยทำสถิติติดทีมชาติอิตาลีเอาไว้ถึง 126 นัดและยังทำสถิติลงเล่นให้สโมสรต้นสังกัดอย่างเอซี มิลานถึง 647 นัด มากที่สุดตลอดกาลจนยากที่จะมีใครมาทำลายได้ เปาโลเล่นกองหลังเช่นเดียวกับเซซาเร่บิดาของเขาสร้างชื่อจากตำแหน่งแบ็คซ้ายทั้ง ๆ ที่ตนเองถนัดเท้าขวาและสร้างผลงานได้ดีตลอดมาในทุกตำแหน่งที่ได้ลงเล่น เปาโลประสบความสำเร็จ ในทุกการแข่งขันที่ลงเล่นโดยเฉพาะกับสโมสร แต่สำหรับทีมชาติเขาค่อนข้างโชคร้ายที่พาทีมชาติอิตาลีได้เพียงรอง แชมป์โลกในปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา โดยแพ้ในการโดนจุดโทษให้แก่บราซิลและได้เพียงแค่รองแชมป์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรปในปี 2000 ด้วยประตู golden goal จากดาวิด เทรเซเกต์ของฝรั่งเศส ภายหลังเมื่อเปาโล มัลดินี่เลิกเล่นฟุตบอลสโมสร เอซี มิลานได้ยกเลิกการใช้หมายเลข 3 เพื่อเป็นเกียรติให้แก่เจ้าตัวอีกด้วย ในปัจจุบันเปาโล มัลดินี่รับตำแหน่ง เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคให้กลับต้นสังกัดเดิมและเป็นต้นสังกัดเดียวของเขา

อนาคตของ(ตระกูล)มัลดินี่กับคริสเตียนและดาเนียล

คริสเตียน มัลดินี่ยังคงเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหลังเช่นเดียวกับปู่ (เซซาเร่) และพ่อ (เปาโล) ของเขา แต่เส้นทางลูกหนังของเขากลับยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ คริสเตียนอายุ 23 ปีแม้จะเคยมีประสบการณ์ในทีมเยาวชนของมิลานอยู่บ้าง แต่ไม่เคยได้ลงสนามในลีกสูงสุดของอิตาลีเลยแม้แต่นัดเดียว ปัจจุบันคริสเตียนลงเล่นทีม “ฟาโน” ทีมระดับเซเรียซี สำหรับดาเนียล มัลดินี่ลูกชายคนเล็กของเปาโลและน้องชายของคริสเตียนดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย เมื่อเจ้าตัวได้รับโอกาสลงเล่นให้เอซี มิลานชุดใหญ่ในเกมอุ่นเครื่องพบบาเยิร์น มิวนิคเมื่อวันพุธที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหนูดาเนียล วัย 17 ปีเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายแสดงให้เห็นถึงเทคนิคแพรวพราวให้แฟนบอลได้พูดถึงและดูมีอะไร ให้หวังบ้างหลังจากที่เอซี มิลานประสบปัญหาภายในสโมสรและสร้างความสำเร็จมาอย่างยาวนาน อีกไม่นานเราคง ได้รู้กันว่ามัลดินี่คนที่ 4 จะเป็นลูกไม้ที่หล่นใกล้หรือไกลต้น

post

ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์กับความเก่ง+รวยที่ไม่ธรรมดา

หากจะกล่าวถึงนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพและร่ำรวยเงินทองแบบสุด ๆ คงจะไม่มีใครเกิน     ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ยอดนักมวยชาวอเมริกันผู้เป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกถึง 5 รุ่นที่ไม่เคยเสมอหรือแพ้ใครเลยตลอดอาชีพการชกมวยอาชีพ  

ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1977 ครอบครัวของเขานับได้ว่าเป็นตระกูลนักมวยอย่างแท้จริงเขาเป็นหลานของโรเจอร์ เมย์เวทเธอร์ ที่เคยเป็นแชมป์โลกมาแล้วเช่นกัน ในตอนที่เขาลงชิงชัยในสังเวียนช่วงเวลาแรกปี 1966 ฟลอยด์แพ้ให้แก่โทโดรอฟ นักชกชาวบัลแกเรียในรายการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1996 แบบฉิวเฉียด 8-10 ทำให้ได้รับเพียงแค่เหรียญทองแดงเท่านั้น ก่อนที่โทโดรอฟจะได้ขึ้นชิงกับสมรักษ์ คำสิงห์(พิมพ์อรัญเล็ก ศิษฐ์อรัญ)ยอดนักมวยไทยที่เปลี่ยนมาชกมวยสากลสมัครเล่นชาวไทยและแพ้ไปในที่สุด ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ มีฉายาว่า “พริตตี้ บอย”(pretty boy) เพราะเขาเป็นนักมวยที่สายตาดี สามารถหลบหลีกและป้องกันตนเองได้เก่งมากและยังเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสารเดอะ ริงว่าเป็นนักมวยที่เก่งที่สุดหากเทียบกันกับปอนด์ในขณะนั้นอีกด้วย

ขึ้นทำเทียบนักมวยหมื่นล้าน

นอกจากฝีมือการชกบนสังเวียนแล้วฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าตนเองเป็นนักกีฬาที่หาเงินเก่งมากเพียงใด ทั้งการสร้างแบรนด์เสื้อผ้ารวมถึงแฟชั่นอื่น ๆ เป็นของตนเองและก็ลงทุนทำธุรกิจต่าง ๆ ทั้งในอเมริกันและเอเชียหรือการขึ้นชกในแต่ละแมทช์ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ไปเสียทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการชกกับแมนนี่ ปาเกียว, คอร์เนอร์ แม็คเกรเกอร์ก็ดูจะเป็นเรื่องของเงินมากกว่าเรื่องของหมัดมวย ในปี 2018 ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ได้รับการจัดอันดับของนิตยสารทางการเงินชื่อดังของอเมริกัน “ฟอร์บส์” ให้เป็นนักกีฬาที่รวยที่สุดในโลกเหนือกว่ายอดนักกีฬาประเภทอื่น ๆ ทุก ๆ คนบนโลกใบนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งลิโอแนล เมสซี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์หรือไทเกอร์ วู้ดก็ตาม

ความเก่งกับเสียงวิจารณ์

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์จะประกาศอำลาเวทีมวยอย่างเป็นทางการหลังจากการชกกับอังเดร เบอร์โตนักชกชาวอเมริกันไปแล้วก็ตาม โดยเจ้าตัวทำสถิติชนะรวดเทียบเท่าไหร่ร็อคกี้ มาร์เซียโน่อดีตนักชกผิวขาวชาวอเมริกา 49 ไฟท์ แต่กระนั้นเจ้าตัวมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ จากการเป็นนักมวยที่ชอบตั้งรับ ชกมวยที่น่าเบื่อชวนหลับและนิสัยอวดร่ำอวดรวยของตน อย่างไรก็ดีว่าแม้ว่าฟลอยด์จะประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ยังคงเป็นนักชกที่ถูกนำไปพูดถึงในแมทช์การชกใหญ่ ๆ แทบจะทุกครั้งไม่ว่ากับนักมวยคนใดก็ตาม ความคาดหวังของแฟนหมัดมวยที่จะได้เห็น “ฟลอย เมย์เวเธอร์ จูเนียร์” กลับมาชกไฟท์ที่ 51 หรือไม่คงจะมีเพียงตัวฟลอยด์เท่านั้นที่ตอบได้

post

นาบี เฟคีร์กับเส้นทางใหม่ที่แสนเซอร์ไพรส์

รู้จัก”นาบี เฟคีร์”

เกิดเมื่อ 18 กรกฎาคม 1993 (26 ปี) เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศสหนึ่งในผลผลิตจากทีมชุดเยาวชนของ โอลิมปิกลียง โดยสามารถเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกและปีก เฟคีร์เป็นผู้เล่นที่จ่ายบอลได้ดีและยังยิงประตูได้ดีอีกด้วย เฟคีร์ได้รับปลอกแขนกัปตันทีมลียงในปี 2017 หลังจากที่เล่นให้ทีมยักษ์ลีกเอิงไปแล้วกว่า 140 นัด และได้ประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพอาชีพนักฟุตบอล เมื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่พา “เลส์ เบลอส์” ฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลก ในปี 2018 ในฟุตบอลโลกที่รัสเซียอย่างยิ่งใหญ่ ปัจจุบันเจ้าตัวติดทีมชาติไปแล้ว 21 นัด ยิงได้ 2 ประตู นาบี เฟคีร์ มีน้องชายอีกคนคือ ยัสซิน เฟคีร์ วัย 22 ปี ซึ่งเล่นในตำแหน่งเดียวกัน และได้ย้ายมาร่วมทีม”เรอัล เบติส”พร้อมกัน

หลังจากมีข่าวย้ายกับทีมดังหลาย ๆ ทีมโดยเฉพาะ”หงส์แดง”ลิเวอร์พูล 1 ในทีมยอดนิยมของแฟนบอลไทย ในฤดูกาลที่แล้ว จนเกือบจะได้มีการเซ็นสัญญาด้วยค่าตัวกว่า 60 ล้านยูโร แต่ทุกอย่างเป็นอันต้องหยุดชะงักลง เมื่อถูกตรวจพบว่าเจ้าตัวยังมีปัญหาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่า แต่ในตลอดฤดูกาลนี้เฟคีร์กลับลงเล่นให้”โอลิมปิก ลียง” ต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนแต่อย่างใด

เฟคีร์กับลิเวอร์พูล ปลายทางที่เรอัล เบติส

เมื่อตลาดซื้อ-ขายนักเตะเปิดตัว มิดฟิลด์แชมป์โลกชาวฝรั่งเศสคนเดิมกลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง เมื่อลิเวอร์พูลยังคงพยายามที่จะตามหากองกลางที่สามารถปั้นเกมส์มาแทน “ฟิลิปเป้ คูติญโญ่” ที่ย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่า ชื่อของ “นาบี เฟคีร์” จึงถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ โดยเฉพาะการแข่งขันลีกเอิงที่จบลงไป “นาบี เฟคีร์” จึงดูเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างมากเพื่อเป็นตัวแทน 3 แนวรุก พระกาฬที่ใคร ๆ ต่างครั่นคร้ามอย่าง มาเน่-ฟีร์มิโน่-ซาลาร์ ของทีมหงส์แดงในเวลาที่คับขัน หรือทีมต้องการโรเตชั่น ด้วยค่าตัวที่ถูกกว่าเดิม เพราะสัญญาการค้าแข้งของเฟคีร์และต้นสังกัดลดลงเหลือเพียง 1 ปี

วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา นาบี เฟคีร์ตกลงย้ายซบ “เรอัล เบติส” อย่างเป็นทางการด้วยค่าตัวเพียง 20 ล้านยูโรเท่านั้น พร้อมออปชั่นเสริมอีก 10 ล้านยูโร และแบ่งเปอร์เซ็นต์ในการขายให้กับลียงต้นสังกัดเดิม 20% โดยเซ็นสัญญายาวถึง 4 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวเซอร์ไพรส์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากข้อเสนอ 60 ล้านยูโรจากลิเวอร์พูลที่อาจะเป็นเพียง ข่าวลือนั้นไม่สามารถบรรจบกันได้ในที่สุด

บทสรุปอนาคต

เฟคีร์ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่ทำได้ดีหลาย ๆ ตำแหน่งในแนวรุก และทุ่มเทในทุก ๆ สีเสื้อที่ลงเล่น ทำให้โอกาสที่เจ้าตัวจะโชว์ฟอร์มได้ดีและประสบความสำเร็จกับต้นสังกัดอย่างเรอัล เบติส ซึ่งเป็นทีมระดับกลางในลาลีกามีไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะได้เล่นร่วมกับ “โจวานี่ โล เซลโซ่” มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนติน่าที่กำลังโชว์ฟอร์มร้อนแรงจนมีข่าวว่าจะย้ายไปร่วมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส 1 ในยอดทีมพรีเมียร์ลีกเช่นกันหรือไม่ก็ตามและด้วยออปชั่นการขายเฟคีร์จากลียง ที่จะได้รับส่วนแบ่งถึง 20% ทันทีเมื่อเฟคีร์ย้ายทีมในครั้งต่อไป บางที”นาบี เฟคีส์”อาจจะเพียงแค่ย้ายมาชุบตัวเพิ่มมูลค่าให้แก่ตนเองรอเวลาขายเพื่อเอากำไรกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปต่อไป

post

Bayley กับความฝันอันไม่รู้จบของนักมวยปล้ำสาว

“พาเมล่า โรส มาร์ติเนซ” เกิด 15 มิถุนายน ค.ศ.1989 (30ปี) เป็นนักมวยปล้ำหญิงอาชีพชาวอเมริกันภายใต้สมาคมWWE ในชื่อ “เบลี่ย์”

การพัฒนาและปฏิวัติมวยปล้ำหญิงของWWE

ในช่วงเวลาที่ WWE พยายามพัฒนามวยปล้ำหญิงอย่างจริงจังโดยมี “เพจ”(Paige) ที่ถูกผลักดันประสบความสำเร็จอย่างสูงไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยการสนับสนุนของ ทริปเปิ้ลเอช (Triple H) หนึ่งในสุดยอดนักมวยปล้ำผู้เป็นทั้งลูกเขยและผู้บริหารคนดังของสมาคมการปฏิวัติแห่งวงการมวยปล้ำหญิงได้สร้าง Women’s Revolution ทั้งหมดขึ้นชั้นมาจาก NXT อีกหนึ่งสมาคมอันเลื่องชื่อที่มีนักมวยปล้ำดาวรุ่งยอดฝีมืออยู่หลายรายและแฟนมวยปล้ำผู้ติดตามอีกจำนวนมาก โดยทีมประกอบด้วยชาร์ลอตต์ แฟลร์(ลูกสาวแท้ ๆ ของริค แฟลร์สุดยอดนักมวยปล้ำตลอดกาล),ซาช่า แบงค์ส, เบ็คกี้ ลินช์(แชมป์โลกหญิงฝั่ง RAW คนปัจจุบันและเบลี่ย์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามด้วยฝีไม้ลายมือทักษะของมวยปล้ำทำได้ดีไม่แพ้นักมวยปล้ำชายเลย โดยเฉพาะในแมทช์ Iron man (ไออน แมน แมทช์) ที่ต้องใช้เวลาการปล้ำถึง 30 นาที โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการมวยปล้ำหญิงมาก่อนระหว่างซาช่า แบงค์ส VS เบลี่ย์  ซึ่งแมทช์ดังกล่าวถูกบรรจุเอาไว้ในนิตยสาร PWI ให้เป็นหนึ่งในแมทช์การปล้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกด้วย

ฝันเป็นจริง

สำหรับ “เบลี่ย์” แล้ว ลิต้า, เอ็ดดี้ เกร์เรโร่และแรนดี้ ซาเวซ คือฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเธอได้ตัดสินใจที่จะนำเอกลักษณ์ของนักมวยปล้ำยุค 80-90 มาเป็นส่วนหนึ่งในคาแรคเตอร์ของเธอด้วยไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าสีฉูดฉาดที่เธอสวมใส่ในการเปิดตัวและท่าไม้ตายด้วยการกระโดดทิ้งศอก อันเป็นสัญลักษณ์ของ แรนดี้ ซาเวจอีกหนึ่งยอดนักมวยปล้ำที่ประสบความสำเร็จตลอดกาลผู้ล่วงลับและเธอสามารถทำได้ย่างงดงาม กลมกลืน มีชีวิตชีวาเสมอ และแล้ววันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2017 เบลี่ย์ก็ทำสิ่งที่ เธอฝันมาตลอดในชีวิตสำเร็จ เมื่อเธอสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์มวยปล้ำหญิงจากสมาคมฝั่ง RAW ด้วยการเอาชนะขาใหญ่ในวงการอย่างชาร์ลอตต์ แฟลร์ลงได้สำเร็จและยังสามารถคว้าแชมป์โลกหญิงประเภทแท็กทีมร่วมกับซาช่า แบงค์สเพื่อนรักของเธอได้อีกหลังจากนั้น

ปัจจุบันและอนาคต

หลังจากเบลี่ย์ที่เป็นผู้ชนะในรายการ มันนี่ อินเดอะ แบงค์ (money in the bank) หนึ่งในรายการใหญ่ยอดนิยมที่มักจะนำพาให้ผู้ชนะได้เป็นแชมป์โลกคนต่อไปด้วยสิทธิ์ในการใช้กระเป๋าเพื่อชิงแชมป์โลกได้ในทุกเวลาและเป็นอีกครั้งที่เธอทำได้สำเร็จเมื่อเธอเอาชนะชาร์ล็อตต์ แฟลร์คู่ปรับคนเดิมคว้าแชมป์โลกหญิงของสมาคมฝั่ง Smackdown ด้วยการใช้กระเป๋าของเธอ และครองแชมป์โลกมาจนถึงปัจจุบันนี้ เหมือนครั้งหนึ่งที่ทริปเปิ้ล เอช (TRIPPLE H) ผู้ที่มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาและผลักดันในช่วงแรก ๆ ว่า “ผู้หญิงควรจะได้ทำอะไรในหลายสิ่งที่ว่าพวกเธออยากทำ และผู้คนจะได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกมาก” ปัจจุบันมวยปล้ำหญิงเป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับตัวเธอ